วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10

💣วันพฤหัสบดี ที่ 17  ตุลาคม 2562💣


👿รายงานความคืบหน้าโครงการ👿

👉อาจารย์ให้แต่ละกลุ่มเข้าปรึกษาคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดดำเนินโครงการ และรายงานความคืบหน้าของกลุ่ม คือ ได้ลงพื้นที่หาข้อมูล ได้ทำแบบสอบถามผู้ปกครองถึงเรื่องที่จะทำโครงการ

💕การประเมินผล
ประเมินตนเอง      : ได้เสนอความคืบหน้า และวิธีการทำงานต่างๆ
ประเมินเพื่อ        : เพื่อนๆก็ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายโครงการของตนเอง
ประเมินอาจารย    : อาจารย์อธิบายเกี่ยวกับโครงการได้ดี และได้เข้าใจ และให้คำเเนะนำเกี่ยวกับโครงการ


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9
วันพฤหัสบดี ที่ 10  ตุลาคม 2562

💦การจัดทำโครงการ💦



👉อาจารย์ให้แต่ละกลุ่มปรึกษาคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดดำเนินโครงการ และรายงานความคืบหน้าของโครงงานของแต่ละกลุ่มค่ะ

💦การประเมินผล💦
ประเมินตนเอง      : วัให้ความร่วมมือคิดโครงการร่วมกับเพื่อนๆเป็นอย่างดี
ประเมินเพื่อ        : เพื่อนๆก็ตั้งใจทำโครงการของตนเอง
ประเมินอาจารย    : อาจารย์อธิบายเกี่ยวกับโครงการเป็นรายกลุ่ม 


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่4

👴วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2562👳

      วันนี้อาจารย์ให้แบบทดสอบสมองก่อนเรียน โดยมีคำภาษาอังกฤษมาให้หาตัว F ว่ามีกี่ตัว หาได้กี่ตัวก็จะแปลความหมาย เช่น หากคุณนับได้ 6 ตัว ตั้งแต่ครั้งแรก คุณค่อนข้างมีสมองที่ดีเลิศดั่งอัจฉริยะ

💋การสื่อสารกับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย 💋

การสื่อสาร 
👉การส่งสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ เพื่อให้ผู้รับมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา และให้มีความเข้าใจที่ตรงกันนำไปสู่การดำรงชีวิตที่มีความสุข
ความสำคัญ 
👉ทำให้รับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจตรงกัน รวมทั้งได้สิ่งดี ๆ กลับมา เช่น เพื่อน ความรู้สึกของผู้อื่น หรืออาจจะเป็นความรู้สึกของตนเอง ก่อให้เกิดตวามพึงพอใจในชีวิต
รูปแบบของการสื่อสารในแบบต่าง ๆ 

💨นักทฤษฎีอริสโตเติล
ผู้พูด  → คำพูด → ผู้ฟัง


💨นักทฤษฎีลาล์สเวล 


💨นักทฤษฎีแชนนอน และวีเวอร์

💨นักทฤษฎีออสกูด และชแรมม์


💨นักทฤษฎีเบอร์โล

✌องค์ประกอบของการสื่อสาร
 1. ผู้ส่งสาร → ผู้จัด, ผู้พูด, ผู้ถาม, คนแสดง, นักเขียน
 2. ข้อมูลข่าวสาร → เรื่องราวที่รับรู้ร่วมกัน เท็จ จริง คำแนะนำ ความห่วงใย มนุษย์จะแสดงออกมาให้รับรู้ได้
 3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร → ใช้วิธีพูด เขียน หรือนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ 
 4. ผู้รับสาร → ผู้ชม, ผู้ฟัง, ผู้ตอบ, คนดู, นักอ่าน
 5. ความเข้าใจ และการตอบสนอง 

✋วัตถุประสงค์
 1. เพื่อแจ้งให้ทราบ 
 2. เพื่อสอน หรือให้การศึกษา
 3. เพื่อสร้างความพอใจ หรือให้ความบันเทิง
 4. เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ

✊ประเภทของการสื่อสาร
 1. แยกตามกระบวนการ หรือการไหลของข่าวสาร → แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การสื่อสารทางเดียว ส่งไปทางผู้รับในทิศทางเดียวโดยไม่มีการตอบกลับ เช่น สื่อสารผ่านวิทยุ หนังสือพิมพ์ เป็นต้น การสื่อสารสองทาง การส่งข่าวออกไปแต่มีการตอบกลับมาจากผู้รับ เช่น การพบปะพูดคุย การออกคำสั่ง
 2. แยกตามภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงออก → ทางการพูด การเขียน และทางกาย
 3. แยกตามจำนวนผู้สื่อสาร → สื่อสารกับตนเอง, สื่อสารระหว่างบุคคล, สื่อสารสาธารณะ, สื่อสารในครอบครัว, สื่อสารในโรงเรียน, สื่อสารในสังคมทั่วไป

คำถามท้ายบท
1. จงอธิบายความหมาย และความสำคัญของการสื่อสารมาโดยสังเขป
ตอบ ส่งสารไปยังผู้รับ เพื่อให้ผู้รับมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา และมีความเข้าใจที่ตรงกัน

2. การสื่อสารมีความสำคัญกับผู้ปกครองอย่างไร
ตอบ ทำให้สื่อสารกับเด็กได้เข้าใจ และยังทำให้รู้เรื่องจากครูที่โรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องของเด็ก 

3. รูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ผู้ปกครอง ควรเป็นรูปแบบใด จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ การจัดกิจกรรมในเรื่องที่ผู้ปกครองต้องการรู้ การจัดประชุมผู้ปกครองของทางโรงเรียนเพื่อให้รู้พัฒนาการของลูก 

4. ธรรมชาติ และการเรียนรู้ของผู้ปกครองควรมีลักษณะอย่างไร
ตอบ เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความสมานฉันท์, มีความแปลกใหม่ และมีประโยชน์ต่อเด็ก

5. ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนพฤติกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้ปกครอง เพื่อใหผู้ปกครองมีความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก ประกอบด้วยปัจจัยด้านใดบ้าง
ตอบ 
ความพร้อม - สภาพสมบรูณ์ทางด้านร่างกาย และจิตใจ 
ความต้องการ - ให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข 
อารมณ์ และการปรับตัว - ปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลพร้อมที่จะเรียนรู้ 
การจูงใจ - การกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ 
การเสริมแรง - การสร้างความพึงพอใจหลังการเรียนรู้ให้แก่ผู้ปกครอง 
ทัศนคติ และความสนใจ - การที่บุคคลมีการตอบสนอง และแสดงความรู้สึกต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ 
ความถนัด - ความสามารถของบุคคลในการทำกิจกรรมให้สำเร็จ

💛การประเมิน
👀ประเมินตนเอง  เข้าเรียนตรงเวลา ร่วมทำกิจกรรมในห้อง 
👀ประเมินเพื่อน  ร่วมทำกิจกรรม และช่วยกันปรึกษา
👀ประเมินอาจารย์  แต่งกายเหมาะสม อธิบายแต่ละหัวข้อได้ละเอียด



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8

💜วันพฤหัสบดี ที่ 3  ตุลาคม 2562💜

         💥นำเสนอวิจัย

      👉 วิจัยเรื่อง การส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม  เล่นกับลูกปลูกกภาษา  ของคุณอารีย์ คำสังฆะ ตุลาคม 2554
💧ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา
   👉ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงอารยธรรมของมนุษย์ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นชนเผ่าและความเป็นชนชาติในดีภาษาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้รอบตัวของเด็กตั้งแต่เกิดเป็นสื่อการเรียนให้ได้ความรู้ประสบการณ์ เด็กสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ในยุคสาระสนเทศผ่านภาษาการส่งเสริมความสามารถทางภาษาให้กับเด็กสามารถทำได้หลายวิธีเช่นการเล่านิทานการเล่นนิ้วมือการเล่นทางปัญญาร้องเพลง
💔วัตถุประสงค์ของการวิจัย
   👉1.เพื่อศึกษาพัฒนาการทางด้านภาษาด้านความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย โดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษา
   👉2.เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจภาษาของเด็กประถมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษา
💖ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
     👉เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กโดยผู้ปกครองจะได้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมพัฒนาการทางวันสาและเป็นแนวทางสำหรับครูในการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กต่อไป
👽ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
    👉พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เด็กชายและหญิง อายุ4-5ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน สำนักงานเขตมินบุรี สังกัดกรุงเทพ จำนวน 2 ห้องเรียน นักเรียน 50 คน
👥กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
    👉พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เด็กชายและหญิง อายุ4-5ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน สำนักงานเขตมินบุรี สังกัดกรุงเทพ จำนวน 2 ห้องเรียน นักเรียน 50 คน ที่ได้รับจากการสุ่มอย่างง่ายโดยจับฉลากมา 1 ห้องเรียน
💟ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
👉ตัวแปรอิสระ : ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษา
👉ตัวแปรตาม : ความเข้าใจภาษา
💂นิยามศัพท์เฉพาะ
👉1. เด็กปฐมวัย หมายถึง นักเรียนชาย - หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน สำนักงานเขตมินบุรีสังกัดกรุงเทพมหานคร
👉2. ผู้ปกครองหมายถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเด็กให้การอุปการะเลี้ยงดูให้ความรักความใส่ใจตลอดจนให้การศึกษาแก่เด็ก
👉3. ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษาหมายถึงเอกสารให้ความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนาความรู้ของเด็กปฐมวัย ซึ่งจะประกอบไปด้วยเอกสารการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองแบบบันทึกพฤติกรรมเด็กในระหว่างการทำกิจกรรมทั้งนี้เด็กจะได้เรียนรู้ภาษาการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองผ่านการทำกิจกรรมต่างๆในชุดกิจกรรม 8 ชุด  ประกอบไปด้วย 
            ชุดที่ 1 นิทานหรรษา. 
            ชุดที่2 ปริศนาฮาเฮ 
            ชุดที่ 3 นิ้วมือหรรษา 
            ชุดที่ 4 อักษรซ่อนหา 
            ชุดที่ 5 นิทานย้อนกลับ 
            ชุดที่6 ภาษาครัว 
            ชุดที่ 7 นักสืบน้อย 
            ชุดที่8 จ๊ะเอ๋ชื่อใครเอ่ย 

👧สมมุติฐานการวิจัย
เด็กที่ได้รับการจัดกิจกรรมชุดด้วยชุดฝึกกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษาโดยผู้ปกครองมีความเข้าใจภาษาหลังการทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนการทำกิจกรรม
💣วิธีการดำเนินการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูของเด็กชายหญิงอายุ 4-5ปี ที่กำลังศึกษา อยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ปีการศึกค 2553 โรงเรียนสุเหร่ากองทรายดิน สำนักงานเขตมินบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 25 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่ายโดยจับฉลากมา 1 ห้องเรียน
💃เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1.ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษา
2.แบบวัดความเข้าใจทางภาษาของเด็ก
3.แบบวิเคราะห์ความเข้าใจทางภาษาของเด็ก
👹วิธีการดำเนินการ
1.ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษาซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาความเข้าใจทางภาษาของเด็กประถมวัยจำนวน 8 ชุดสร้างเครื่องมือตามลำดับขั้นต่อไปนี้
     1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแนวทางทฤษฎีหลักการสอนและหลักการจัดกิจกรรม
     1.2 ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถทางภาษา
     1.3 สร้างชุดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและกิจกรรมที่ปกครองร่วมกับเด็ก
     1.4 นำชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาตามความเหมาะสมของเนื้อหาและ
             กิจกรรมเพื่อปรับปรุงแก้ไข
     1.5 นำชุดกิจกรรมที่ปรับปรุงแก้ไขไปทดลองใช้กับผู้ปกครองและเด็ก
     1.6 นำชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษาไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง
2.แบบแผนการทดลองและวิธีการทดลอง
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งการทดลอง ซึ่งมีแบบแผนการทดลองดังนี้
     2.1 จัดข้อมูลพื้นฐานความเข้าใจทำภาษาของกลุ่มตัวอย่าง 25 คนก่อนใช้ชุดกิจกรรม
     2.2 ประชุมนิเทศผู้ปกครองเพื่ออธิบายลักษณะโดยร่วมของชุดกิจกรรม
     2.3 ผู้วิจัยแจกชุดกิจกรรมให้เด็กในวันจันทร์เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองนำไปทำการทดลองร่วมกัน
            ตลอดทั้งสัปดาห์
     2.4 ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยสังเกตุและจดบันทึกพฤติกรรมพร้อมคำพูดของเด็กขณะที่ผู้วิจัยและเด็ก
           กลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 คนทำกิจกรรม
     2.5 จัดเก็บข้อมูลความเข้าใจทางภาษาของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 คนหลังการใช้ชุดกิจกรรมเล่น
           กับลูกปลุกภาษา
     2.6 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามวิธีทางสถิติเพื่อสรุปผลการวิจัย
👉การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยที่ผู้ปกครองมีบทบาทการส่งเสริมความเข้าใจภาษารองรับเด็กประถมวัยซึ่งมีการเก็บข้อมูล
1. เก็บรวบรวมข้อมูลของหัวใจทางภาษาก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษาด้วยแบบวัดความเข้าใจของภาษา
2. เก็บรวบรวมข้อมูลการทำชุดกิจกรรมของผู้ปกครองจากส่วนเรื่องเล่าจากบ้านในชุดกิจกรรม
3. เก็บรวบรวมข้อมูลจากสังเกตจดบันทึกพฤติกรรมคำพูดของเด็กโดยผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยนำมาตรวจสอบ
4. รวบรวมข้อมูลผลการวิเคราะห์ทางสถิติเขียนรายงานการวิจัย

👉สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ความเข้าใจทางภาษา
1. การคำนวณหาค่าความยากง่าย
2. การคำนวณหาค่าอำนาจจำแนก
3. การคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น
4. หาดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหาและกิจกรรม
👉สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. การหาค่าเฉลี่ยของคะแนน
2. การหาค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน
👉สถิติในการทดลองสมมุติฐาน
เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทำการทดลองโดยคำนวณจากสูตร t-test Dependele 
💦สรุปผลการวิจัย💦
1.เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษามีพัฒนาความเข้าใจทางด้านภาษาโดยรวมสูงขึ้นร้อยละ 53 .72 ของความสามารถพื้นฐานเดิม 
2.เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลุกภาษามีความเข้าใจภาษาโดยรวมและจำแนกรายด้านคือการใช้คำอย่างมีจุดมุ่งหมายและการใช้ประโยชน์เพื่อสื่อความหมายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 
ข้อเสนอแนะ
1. การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมโดยการหาความรู้จากชุดกิจกรรมทำกิจกรรมร่วมกับเด็กสังเกตการเรียนรู้และบันทึกพฤติกรรมของเด็กเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการส่งเสริม พัฒนาการของเด็กเท่านั้น
2. ครูที่สนใจใช้ชุดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กควรตั้งวัตถุประสงค์ให้ขอบคุงและไม่ควรใช้ชุดกิจกรรมทุกวันในหนึ่งสัปดาห์ควรใช้ชุดกิจกรรมเพียง 1-2 ครั้ง ตามความพร้อมของผู้ปกครองเพื่อให้ผู้ปกครองมีเวลาในการศึกษาเอกสารทำความเข้าใจและปฏิบัติกิจกรรมอย่างเต็มที่และบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

💘ประเมินตนเอง  เข้าเรียนตรงเวลา ตื่นเด้นกับการนำเสนอ
👤ประเมินเพื่อน ตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนอ  และมีส่วนร่วม 

💤ประเมินอาจารย์  แต่งกายเหมาะสม อธิบายและเเนะนำได้ดี ตรงกับเนื้อหา